ในการเล่นหุ้นจำเป็นต้องศึกษาอะไรบ้าง

Posted by admin - August 30th, 2016

รู้ว่าสิ่งที่เราจะลงทุนคืออะไร มีลักษณะเฉพาะตัวอย่างไร ซึ่งในที่นี้คือ หุ้น และอย่าลืมว่าราคาของหุ้นจะขึ้นจะลงได้ แท้จริงแล้วจะขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานของธุรกิจนั้นๆ เป็นสำคัญ ไม่ใช่เกิดจากการทำราคาหุ้น ปั่นราคาหุ้น เพราะถึงจะทำราคาอย่างไร สุดท้ายแล้วราคาก็จะกลับมาเคลื่อนไหวตามผลการดำเนินงานของธุรกิจอยู่ดีแหละครับ ควรศึกษาไปให้ลึกถึงขั้นรู้ความเป็นมาของหุ้นแต่ล่ะตัวว่า เขาทำธุรกิจเกี่ยวกับอะไร ใครเป็นผู้บริหาร สัญญาอะไรไว้ทำได้ตามนั้นหรือไม่ มีผลการดำเนินงานที่ผ่านมาเป็นอย่างไร มีเป้าหมายในอนาคตอย่างไร อะไรเป็นจุดอ่อนจุดแข็งของธุรกิจนี้บ้าง เป็นต้น ถึงแม้ในตลาดหลักทรัพย์ในบ้านเราจะมีหุ้นอยู่ 500 กว่าตัว แต่ไม่จำเป็นต้องรู้หมดทุกตัวหรอกครับ เลือกหุ้นที่เราสนใจ และอยู่ในธุรกิจที่เราเข้าใจดี แล้วเข้าซื้อขายให้ถูกจังหวะก็เพียงพอแล้ว

รู้ว่าตัวเราเองเหมาะกับการลงทุนแบบไหน เล่นสั้น กลาง หรือว่าลงทุนระยะยาว ชอบแบบเน้นตั้งรับกินปันผล หรือว่า ชอบเชิงรุกแบบแนววิเคราะห์ทางเทคนิค ซึ่งการลงทุนแต่ละแบบ วิธีการแต่ล่ะแบบก็จะแตกต่างกัน ดังนั้นเพื่อนๆ ก็ควรจะต้องรู้ตัวเองให้ได้ว่าเหมาะกับแบบไหน และทุกแบบก็มีข้อดีข้อเสียต่างกัน เช่นเล่นสั้นจะเห็นผลได้เร็วกว่า การเล่นระยะยาว แต่ก็ต้องใช้การตัดสินใจที่บ่อยครั้งกว่า และใช้เวลาในการติดตามราคามากกว่าการเล่นระยะยาวเป็นต้น ที่สำคัญต้องรู้ว่า เข้าซื้อวิธีไหนก็ขายออกด้วยวิธีนั้น ไม่ใช่ว่าตอนซื้อมาแบบนักลงทุนระยะสั้น แต่พอหุ้นไม่เป็นไปตามคาดก็ไม่ยอมตัดขาดทุน กลายเป็นนักลงทุนระยะยาวจำเป็นซะงั้น แบบนี้ก็ไม่ไหวเหมือนกันนะค่ะ

เมืองอุตสาหกรรมเสื้อผ้าของอินโดนีเซีย

Posted by admin - October 18th, 2015

เมืองบันดุง จังหวัดชวาตะวันตก ถือได้ว่าเป็นหัวใจสำคัญทางเศรษฐกิจของอินโดนีเซียมากเป็นอันดับสองรองจากจาการ์ต้า ซึ่งมากที่สุดในอินโดนีเซีย เมืองหลวงคือ “บันดุง (BANDUNG)”ตัวเมืองบันดุงมีอุตสาหกรรมที่สำคัญหลายอุตสาหกรรม แต่ที่น่าสนใจก็คือ อุตสาหกรรมเสื้อผ้า เพราะทั่วทั้งเมืองจะเห็นร้านค้าต่างๆ ส่วนใหญ่เป็นร้านขายเสื้อผ้า หากเราไปดูประวัติของการพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอและเสื้อผ้าของเมืองบันดุงนั้น โดยมีนักลงทุนญี่ปุ่นเข้าไปช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมต้นน้ำ เพียงเพื่อตอบสนองความต้องการของคนอินโดนีเซียและเพื่อทดแทนการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศเท่านั้น ตลอดช่วง 10 ปีแรกของการพัฒนานั้น มูลค่าการผลิตไม่ได้ขยายตัวมากนักเป็นเพราะยังขาดเทคโนโลยีในการพัฒนา แต่หลังจากปี 1980 เป็นต้นมา รัฐบาลอินโดนีเซียได้ให้ความสำคัญกับการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเสื้อผ้า จึงเริ่มเปิดประเทศให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจหลายประเภท เห็นได้จากการที่นักลงทุนจากเกาหลีใต้และไต้หวันเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมสิ่งทอและเสื้อผ้าเพิ่มขึ้นช่วงนี้ถือได้ว่าเป็นช่วงของการเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าอุตสาหกรรมสิ่งทอและเสื้อผ้าของอินโดนีเซียและเป็นยุคทองของอุตสาหกรรมเสื้อผ้าในบันดุงและอินโดนีเซีย เพราะมีการน าเทคนิคใหม่และเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีในการผลิตเสื้อผ้ามาใช้ในกระบวนการผลิต เน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มทั้งระบบ ช่วงนี้จึงมีอัตราการขยายตัวเพิ่มอย่างต่อเนื่องจนถึงปี 1997 แต่อุตสาหกรรมเสื้อผ้าของอินโดนีเซียก็เข้าสู่ยุคตกต่อมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจอาเซียนในปี 1997 เพราะขาดเงินทุนในการพัฒนา สถาบันการเงินไม่สามารถปล่อยเงินทุนในกับบริษัทเสื้อผ้า ก่อนหน้านี้บริษัทเสื้อผ้าสามารถกู้ได้อย่างน้อย 40 เปอร์เซ็นต์ แต่หลังจากวิกฤติปี 1997 บริษัทเหล่านี้กู้ได้เพียง 10-15 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แต่หลังจากปี 2003 เป็นต้นมาอุตสาหกรรมสิ่งทอและเสื้อผ้าได้ถูกรัฐบาลปลุกให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งจนกระทั่งปัจจุบัน

ปัจจุบันมีโรงงานผลิตเสื้อผ้าในเมืองบันดุงมีจำนวนมากกว่า 10,000 ร้าน ส่วนใหญ่มีขนาดธุรกิจเป็น SMES หากเราไปเดินตามท้องตลาดในตัวเมืองก็จะพบว่า ร้านค้าส่วนใหญ่เป็น “ร้านขายเสื้อผ้า” เสื้อผ้าที่ผลิตร้อยละ 95 ส่งไปยังตลาดเสื้อผ้า ‘TAHAH ABANG’ ซึ่งเป็นตลาดเสื้อผ้าที่ใหญ่ที่สุดของอินโดนีเซียและใหญ่ที่สุดในอาเซียน ตลาดแห่งนี้ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวงจาการ์ต้า มีร้านค้าเป็นหลักหมื่นก็ว่าได้กลับมาที่เมืองบันดุง ได้มีโอกาสไปคุยกับเจ้าของโรงงานผลิตเสื้อผ้าที่ชื่อว่า “C59” ก็พบว่าอุตสาหกรรมเสื้อผ้าของอินโดนีเซียเน้นแรงงานเป็นหลัก วัตถุดิบส่วนใหญ่
นำเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่น จีน และเกาหลีใต้ด้วยจำนวนประชากรที่มาก รัฐบาลจึงมีนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ให้เกิดการจ้างงาน ฉะนั้นในโรงงานเสื้อผ้าเกือบทั้งหมด เป็นยังไม่มีการใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือที่ทันสมัย หากเทียบกับโรงงานผลิตเสื้อผ้าของไทย ที่มีกระบวนการผลิตด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย ตรงนี้น่าจะเป็นโอกาสในการทำธุรกิจของคนไทย

พัฒนาเทคโนโลยีในการผลิต (เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมเสื้อผ้าของไทย) ได้สอบถามนักธุรกิจเสื้อผ้าของบันดุงว่า หากนักธุรกิจไทยต้องการร่วมทุนด้วยโดยการนำเทคโนโลยีในกระบวนการผลิตเข้ามาเติมเต็มธุรกิจของไทยเพื่อการตอบรับการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนนั้น นักธุรกิจของบันดุง “ไม่สนใจสักเท่าไร” และที่สำคัญคือรัฐบาลอินโดนีเซียต้องการวางตำแหน่งอุตสาหกรรมเสื้อผ้าที่เป็นอุตสาหกรรมที่ “เน้นแรงงานเป็นหลัก (LABOR INTENSIVE)” เพราะด้วยประชาชนของอินโดนีเซียที่มีอยู่มาก การนำเทคโนโลยีและเครื่องจักรเข้ามาสู่กระบวนการผลิต ก็เท่ากับว่าต้องลดจำนวนแรงงานที่อยู่ในภาคอุตสาหกรรมลง ปัญหาที่ตามมาก็คือ “คนอินโดนีเซียว่างงาน” รัฐบาลอินโดนีเซียก็คงอยู่บริหารประเทศลำบากเพิ่มขึ้น แต่การเติมเต็มด้านการออกแบบที่ตอบสนองตลาดโลกนั้น นักธุรกิจบันดุงยังสนใจ

กู้เงินซื้อบ้าน มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง

Posted by admin - November 28th, 2013

28-1

 
การขอกู้เงินกับสถาบันการเงินเริ่มจากติดต่อกับฝ่ายสินเชื่อบ้าน หรือสินเชื่อเคหะของธนาคาร เพื่อแสดงความจำนงขอกู้ พร้อมทั้งนำหลักฐานยื่นประกอบการขอกู้โดยครบถ้วน ซึ่งหากในวันยื่นกู้เอกสารหลักฐานยื่นประกอบการขอกู้โดยครบถ้วน ซึ่งหากในวันยื่นเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ไม่ครบจะทำให้ผู้กู้ต้องนำเอกสารมาให้หรือมายื่นกู้ใหม่ในภายหลังและอาจทำให้การวิเคราะห์อนุมัติล่าช้าออกไป หลังจากยื่นกู้แล้วจะต้องชำระค่าธรรมเนียมในการประเมินราคาหลักประกัน

เมื่อยื่นกู้แล้ว ธนาคารหรือสถาบันการเงินจส่งเจ้าหน้าที่สำรวจและประเมินราคาบ้านและที่ดินที่จะนำมาจำนองเป็นหลักประกันโดยทั้วไปใช้แวลาประมาณ 2-7 วัน ขึ้นอยู่กับแต่ละธนาคารและสถาบันการเงิน ธนาคารและสถาบันการเงินจะพิจารณาคำขอกู้โดยจะทำการวิเคราะห์รายได้ ฐานะทางการเงิน ความสามารถในการผ่อนชำระ และหลักประกันของผู้กู้รวมทั้งปัจจัยอื่น ๆ และจะแจ้งผลการขอกู้ให้ผู้กู้ทราบ โดยปกติทั่วไปใช้เวลาประมาณ 1-3 สัปดาห์ขึ้นอยู่กับแต่ละธนาคารและสถาบันการเงิน

เมื่อได้รับอนุมัติกู้แล้ว ผู้กู้จะต้องติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อมาลงนามในสัญญากู้เงินและสัญญาจำนอง พร้อมทั้งนัดวันไปทำนิติกรรมจำนองที่สำนักงานที่ดิน ในวันโอนกรรมสิทธิ์และจดจำนองที่สำนักงานที่ดิน ผู้กู้ ผู้ขาย และเจ้าหน้าที่ของสถาบันการเงินจะไปพร้อมกันที่สำนักงานที่ดินที่หลักทรัพย์ดั้งอยู่ ทั้งนี้ผู้กู้จะต้องเตรียมเงินเป็นค่าจดทะเบียนจำนองตามปกติร้อยละ 1 ของวงเงินกู้และจะต้องชำระค่าธรรมเนียมในการโอนกรรมสิมธิ์ตามปกติร้อยละ 2 ของราคาประเมินของกรมที่ดิน ซึ้งโดยทั่วไปผู้ขายมักจะเป็นผู้จ่ายเว้นแต่จะตกลงกันเป็นอย่างอื่น เมื่อทุกขั้นตอนเรียบร้อยเจ้าหน้าที่จะจ่ายเงินกู้ให้ผู้กู้เป็นแคชเชียร์เช็ค เพื่อให้ผู้กู้จ่ายเงินคงเหลือให้กับเจ้าของโครงการ หรือผู้ขาย ต่อไปเมื่อผู้กู้ได้รับเงินกู้แล้ว ผู้กู้ก็จะต้องมีภาระในการผ่อนชำระงวดทุกเดือนภายในเวลาที่กำหนดตามสัญญา

ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ กับการขอสินเขื่อ

1.ค่าธรรมเนียมในการยื่นขอสินเชื่อ
2.ค่าประเมินมูลค่าหลักประกัน
3.ค่าธรรมเนียมจำนองของสำนักงานที่ดิน
4.ค่าประกันอัคคีภัย
5.ค่าอากรแสตมป
6.ค่าธรรมเนียมการไถ่ถอนจำนองก่อนกำหนด

ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการโอน
มาตราการอสังหามีออกมาเพื่อกระตุ้นให้เกิดการซื้อ-ขายอสังหาริมทรัพย์ รายละเอียดดังนี้

–  ค่าธรรมเนียมโอน 2% เหลือ 0.01%
–  ค่าจดจำนอง 1%  เหลือ 0.01%
–  ค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ 3% เหลือ 0.1% คิดจากการถือครอง เกณฑ์ราคาประเมินของสินทรัพย์

มีผลตั้งแต่วันที่ 29 มี.ค.51 และสิ้นสุด 28 มี.ค.52 มาตรการนี้รวมบ้านมือสองด้วย และไม่จำเป็นต้องเป็นโครงการ/บ้านที่ได้รับการอนุญาตจัดสรรถูกต้องเท่าน้น หากขายบ้านมือสองในโครงการที่ไม่ได้รับอนุญาตจัดสรร ก็ยังถือว่าเข้าข่าย ส่วนภาษีรายได้หัก ณที่จ่ายจากการขาย ก็คิดอัตราก้าวหน้า หากถือครอง 1 ปี ให้หักออก 97% มูลค่าในส่วนที่เหลือ คิดอัตรา 3% ค่ะ

เช่นบ้านราคา 1 ล้านบาท ถือครองมา 1 ปี แม้โอนไปเมื่อกลางปีที่แล้ว แต่ปัจจุบันไม่ถึง 1 ปีก็ถือว่า 1 ปี บ้าน 1 ล้านบาท ถือครอง 1 ปี ได้ลด 97% เหลือ 30,000 คิดภาษีรายได้ 3% จาก 30,000บาท เท่ากับภาษีหัก ณ ที่จ่าย 900 บาท

 

หากคุณต้องการจะลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ ต้องทำอย่างไร

Posted by admin - November 1st, 2013

ผู้นำด้านการให้บริการอสังหาริมทรัพย์ที่ครบวงจร ที่คุณสามารถมั่นใจในคุณภาพและบริการด้วยประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจคู่สังคมไทยมายาวนาน
ความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มมากขึ้นในด้านการลงทุนที่เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญโดยตรง ที่จะคอยให้คำแนะนำในการลงทุนของคุณ ไม่ว่าจะซื้อขายที่ดินบ้านพักอาศัย หรือคอนโดมือสองคุณสามารถเชื่อมั่นและไว้ใจในงานบริการของเราได้

ด้วยการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ เป็นการลงทุนที่ต้องอาศัยเม็ดเงินที่ค่อนข้างสูง แต่ถือได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่มั่นคง และมีธรรมชาติที่ต่างจากสินทรัพย์อื่นๆนั่นก็คือ ยิ่งใช้มาก ยิ่งเป็นการประกันราคา เพราะมีคนช่วยดูแลรักษาสภาพไม่ให้เสื่อมโทรม ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้การลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบันไม่ได้หยุดอยู่แค่คนที่มีอายุและประสบการณ์มากเท่านั้น นักลงทุนหน้าใหม่ๆ รวมถึงกลุ่มคนอายุน้อยก็หันมาให้ความสนใจลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์กันเป็นจำนวนมาก จึงทำให้อสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบของ “คอนโด พร้อมอยู่” กลายเป็นที่นิยมกันมาก นักลงทุนสามารถลงทุนได้ทั้งระยะสั้น ประเภทขายดาวน์หรือขายใบจอง หรือรอให้โอนเสร็จเรียบร้อยแล้วค่อยขายต่อก็ทำได้ไม่ยาก ยิ่งโดยฉพาะโครงการคอนโดติดรถไฟฟ้าสะดวกสบายในการเดินทาง ยิ่งเป็นที่ต้องการไม่ว่าจะขึ้นหลายต่อหลายโครงการก็ล้วนแต่มีผู้จองเต็มแทบทุกโครงการ หรือถ้าหากคุณมีเงินเย็น การลงทุนระยะยาวที่ให้ผลตอบแทนมากกว่า ซื้อมาแล้วปล่อยคอนโดให้เช่าเก็บกินค่าเช่าได้ยาวๆหรือจะเก็บไว้เป็นสินทรัพย์ก็ล้วนแต่ทำกำไรให้นักลงทุนได้อย่างงามเลยทีเดียว

แต่พึงระลึกไว้เสมอว่า ทุกการลงทุนมีความเสี่ยงด้วยกันทั้งนั้น ดังนั้นก่อนที่คุณจะตัดสินใจเลือกลงทุนในอสังหาริมทรัพย์โครงการใดหรือในรูปแบบใดนั้น คุณควรศึกษาข้อมูลของอสังหาริมทรัพย์นั้นๆอย่างละเอียดถี่ถ้วนเสียก่อน เปรียบเทียบข้อมูลจากหลายแหล่งที่เชื่อถือได้ รวมถึงจะต้องได้เห็นของจริงทุกครั้งก่อนการตัดสินใจซื้อ และที่สำคัยเหนือสิ่งอื่นใด ประเมินศักยภาพของตัวเองเสียก่อน เนื่องจากเราไม่สามารถทราบได้เลยว่า อสังหาริมทรัพย์ที่คุณเลือกลงทุนไปนั้น ไม่ว่าจะแบบ SHORT TERM หรือ LONG TERM จะให้ผลตอบแทนแก่คุณได้เมื่อไหร่ บางครั้งอาจจะใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงก็สามารถให้ผลตอบแทนคุณได้ หรืออาจจะต้องถือครองนานหลายปี ดังนั้นหากสายป่านคุณไม่ยาวไม่เพียงพอที่คิดว่าจะให้ผลกำไร ก็อาจจะกลายเป็นต้องสูญเสียเงินที่ลงทุนไปโดยไม่ได้อะไรกลับมาเลยก็เป็นได้

สำหรับนักลงทุนที่กำลังมองหาอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบต่างๆสำหรับการลงทุน หรือต้องการที่ปรึกษาที่มีประสบการณ์รวมถึงข้อมูลด้านอสังหาริมทรัพย์ที่เชื่อถือได้

 

เทคนิคการขายบ้านเองโดยไม่ผ่านนายหน้า

Posted by admin - October 7th, 2013

ใครที่มีโครงการจะขายบ้านหรือคอนโดของตัวเองแต่ยังไม่มีประสบการณ์มาก่อน ก็คงจะไม่รู้เลยว่าต้องมีขั้นตอนอย่างไร ขายที่ไหน ตั้งราคาขายอย่างให้คนสนใจซื้อ เมื่อไม่มีข้อมูลเหล่านี้ก็ทำให้ ขายไม่ได้ หรือขายได้ช้า หลายคนเลยต้องใช้บริการจากนายหน้าหรือโบรกเกอร์ด้านอสังหาจัดการให้ ซึ่งที่จริงแล้วก็ถือว่าเป็นต้นทุนที่ไม่จำเป็นเลยในการขายบ้าน หากคุณมีความรู้และศึกษาเรื่องการซื้อขายบ้านมาพอสมควรแล้ว ก็แนะนำให้ขายด้วยตัวเอง อาจจะช้าหน่อยแต่ก็ใช่ว่าจะขายไม่ได้ เรามาดูกันดีกว่าการลงประกาศขายบ้านเอง ดีอย่างไร?

1. ไม่เสียค่านายหน้า นายหน้าหรือโบรกเกอร์เป็นเหมือนตัวแทนในการเจรจาซื้อขาย ถ้านายหน้าขายบ้านหรือคอนโดให้เราได้ เราก็จะต้องจ่ายค่าจ้างให้กับนายหน้า ข้อดีที่เห็นได้ชัดเจนข้อแรกของการขายเองคือ “ไม่เสียค่าใช้จ่าย” แต่ถ้าคุณเลือกที่จะขายผ่านนายหน้าก็ต้องยอมรับที่จะจ่ายในส่วนนี้ด้วย

2. ไม่ต้องกลัวนายหน้าจะโกง ข้อกังวลของผู้ที่อยากขายบ้านหลายคนคือไม่รู้วิธีเลือกนายหน้า ไม่รู้ว่าจ้างนายหน้าที่ไหนที่น่าเชื่อถือ กลัวโดนนายหน้าโกง หรือมีพฤติกรรมเอาเปรียบ หากคุณไม่มีวิธีรับมือหรือไม่มีเพื่อนฝูงที่สามารถแนะนำให้ได้ การลงประกาศขายเองก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง

3. ผู้ซื้อบางคนไม่ไว้ใจนายหน้า ในแง่หนึ่งนายหน้าอาจช่วยให้คุณขายบ้านหรือคอนโดได้เร็วขึ้น แต่สำหรับผู้ซื้อบางคนเมื่อต้องคุยกับนายหน้าจะเกิดความไม่ไว้ใจ เช่น กลัวโดนโกง, กลัวนายหน้าบวกราคาเพิ่ม,กลัวนายหน้าจะแนะนำบ้านที่ไม่ดีให้

4. ได้ราคาขายตามที่ต้องการ หากว่าราคาบ้านนั้นอยู่ในราคาที่เหมาะสมไม่สูงและต่ำเกินไป ก็จะมีโอกาสขายได้เร็วตามราคาที่ต้องการ นอกจากนี้คุณยังมีโอกาสได้ทำความรู้จักกับผู้ซื้อ และเลือกขายให้ผู้ซื้อที่ต่อรองราคากับคุณน้อยที่สุดด้วย

การลงประกาศขายอสังหาริมทรัพย์ บ้านหรือคอนโดมือสอง นอกเหนือจากการจ้างนายหน้า เดี๋ยวนี้มีช่องทางให้คุณเข้าถึงได้มากขึ้น ไม่ว่าจะติดป้ายประกาศ หรือลงประกาศฟรีในอินเตอร์เน็ต ถ้าคุณมีเวลาเขียนข้อมูล ลงรูปถ่าย และหมั่นอัพเดตประกาศสม่ำเสมอ ก็มีโอกาสจะขายบ้านได้เหมือนกัน ถือเป็นอีกวิธีหนึ่งในการโปรโมทที่สามารถทำได้ง่าย สะดวก แถมยังมีคนเห็นเยอะอีกด้วย ใครที่กำลังตัดสิ้นใจขายบ้านอยู่ก็ลองศึกษาข้อมูลกันดีๆนะค่ะ เพื่อผลประโยชน์ของเราคะ