ในการเล่นหุ้นจำเป็นต้องศึกษาอะไรบ้าง

Posted by admin - August 30th, 2016

รู้ว่าสิ่งที่เราจะลงทุนคืออะไร มีลักษณะเฉพาะตัวอย่างไร ซึ่งในที่นี้คือ หุ้น และอย่าลืมว่าราคาของหุ้นจะขึ้นจะลงได้ แท้จริงแล้วจะขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานของธุรกิจนั้นๆ เป็นสำคัญ ไม่ใช่เกิดจากการทำราคาหุ้น ปั่นราคาหุ้น เพราะถึงจะทำราคาอย่างไร สุดท้ายแล้วราคาก็จะกลับมาเคลื่อนไหวตามผลการดำเนินงานของธุรกิจอยู่ดีแหละครับ ควรศึกษาไปให้ลึกถึงขั้นรู้ความเป็นมาของหุ้นแต่ล่ะตัวว่า เขาทำธุรกิจเกี่ยวกับอะไร ใครเป็นผู้บริหาร สัญญาอะไรไว้ทำได้ตามนั้นหรือไม่ มีผลการดำเนินงานที่ผ่านมาเป็นอย่างไร มีเป้าหมายในอนาคตอย่างไร อะไรเป็นจุดอ่อนจุดแข็งของธุรกิจนี้บ้าง เป็นต้น ถึงแม้ในตลาดหลักทรัพย์ในบ้านเราจะมีหุ้นอยู่ 500 กว่าตัว แต่ไม่จำเป็นต้องรู้หมดทุกตัวหรอกครับ เลือกหุ้นที่เราสนใจ และอยู่ในธุรกิจที่เราเข้าใจดี แล้วเข้าซื้อขายให้ถูกจังหวะก็เพียงพอแล้ว

รู้ว่าตัวเราเองเหมาะกับการลงทุนแบบไหน เล่นสั้น กลาง หรือว่าลงทุนระยะยาว ชอบแบบเน้นตั้งรับกินปันผล หรือว่า ชอบเชิงรุกแบบแนววิเคราะห์ทางเทคนิค ซึ่งการลงทุนแต่ละแบบ วิธีการแต่ล่ะแบบก็จะแตกต่างกัน ดังนั้นเพื่อนๆ ก็ควรจะต้องรู้ตัวเองให้ได้ว่าเหมาะกับแบบไหน และทุกแบบก็มีข้อดีข้อเสียต่างกัน เช่นเล่นสั้นจะเห็นผลได้เร็วกว่า การเล่นระยะยาว แต่ก็ต้องใช้การตัดสินใจที่บ่อยครั้งกว่า และใช้เวลาในการติดตามราคามากกว่าการเล่นระยะยาวเป็นต้น ที่สำคัญต้องรู้ว่า เข้าซื้อวิธีไหนก็ขายออกด้วยวิธีนั้น ไม่ใช่ว่าตอนซื้อมาแบบนักลงทุนระยะสั้น แต่พอหุ้นไม่เป็นไปตามคาดก็ไม่ยอมตัดขาดทุน กลายเป็นนักลงทุนระยะยาวจำเป็นซะงั้น แบบนี้ก็ไม่ไหวเหมือนกันนะค่ะ

เมืองอุตสาหกรรมเสื้อผ้าของอินโดนีเซีย

Posted by admin - October 18th, 2015

เมืองบันดุง จังหวัดชวาตะวันตก ถือได้ว่าเป็นหัวใจสำคัญทางเศรษฐกิจของอินโดนีเซียมากเป็นอันดับสองรองจากจาการ์ต้า ซึ่งมากที่สุดในอินโดนีเซีย เมืองหลวงคือ “บันดุง (BANDUNG)”ตัวเมืองบันดุงมีอุตสาหกรรมที่สำคัญหลายอุตสาหกรรม แต่ที่น่าสนใจก็คือ อุตสาหกรรมเสื้อผ้า เพราะทั่วทั้งเมืองจะเห็นร้านค้าต่างๆ ส่วนใหญ่เป็นร้านขายเสื้อผ้า หากเราไปดูประวัติของการพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอและเสื้อผ้าของเมืองบันดุงนั้น โดยมีนักลงทุนญี่ปุ่นเข้าไปช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมต้นน้ำ เพียงเพื่อตอบสนองความต้องการของคนอินโดนีเซียและเพื่อทดแทนการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศเท่านั้น ตลอดช่วง 10 ปีแรกของการพัฒนานั้น มูลค่าการผลิตไม่ได้ขยายตัวมากนักเป็นเพราะยังขาดเทคโนโลยีในการพัฒนา แต่หลังจากปี 1980 เป็นต้นมา รัฐบาลอินโดนีเซียได้ให้ความสำคัญกับการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเสื้อผ้า จึงเริ่มเปิดประเทศให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจหลายประเภท เห็นได้จากการที่นักลงทุนจากเกาหลีใต้และไต้หวันเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมสิ่งทอและเสื้อผ้าเพิ่มขึ้นช่วงนี้ถือได้ว่าเป็นช่วงของการเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าอุตสาหกรรมสิ่งทอและเสื้อผ้าของอินโดนีเซียและเป็นยุคทองของอุตสาหกรรมเสื้อผ้าในบันดุงและอินโดนีเซีย เพราะมีการน าเทคนิคใหม่และเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีในการผลิตเสื้อผ้ามาใช้ในกระบวนการผลิต เน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มทั้งระบบ ช่วงนี้จึงมีอัตราการขยายตัวเพิ่มอย่างต่อเนื่องจนถึงปี 1997 แต่อุตสาหกรรมเสื้อผ้าของอินโดนีเซียก็เข้าสู่ยุคตกต่อมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจอาเซียนในปี 1997 เพราะขาดเงินทุนในการพัฒนา สถาบันการเงินไม่สามารถปล่อยเงินทุนในกับบริษัทเสื้อผ้า ก่อนหน้านี้บริษัทเสื้อผ้าสามารถกู้ได้อย่างน้อย 40 เปอร์เซ็นต์ แต่หลังจากวิกฤติปี 1997 บริษัทเหล่านี้กู้ได้เพียง 10-15 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แต่หลังจากปี 2003 เป็นต้นมาอุตสาหกรรมสิ่งทอและเสื้อผ้าได้ถูกรัฐบาลปลุกให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งจนกระทั่งปัจจุบัน

ปัจจุบันมีโรงงานผลิตเสื้อผ้าในเมืองบันดุงมีจำนวนมากกว่า 10,000 ร้าน ส่วนใหญ่มีขนาดธุรกิจเป็น SMES หากเราไปเดินตามท้องตลาดในตัวเมืองก็จะพบว่า ร้านค้าส่วนใหญ่เป็น “ร้านขายเสื้อผ้า” เสื้อผ้าที่ผลิตร้อยละ 95 ส่งไปยังตลาดเสื้อผ้า ‘TAHAH ABANG’ ซึ่งเป็นตลาดเสื้อผ้าที่ใหญ่ที่สุดของอินโดนีเซียและใหญ่ที่สุดในอาเซียน ตลาดแห่งนี้ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวงจาการ์ต้า มีร้านค้าเป็นหลักหมื่นก็ว่าได้กลับมาที่เมืองบันดุง ได้มีโอกาสไปคุยกับเจ้าของโรงงานผลิตเสื้อผ้าที่ชื่อว่า “C59” ก็พบว่าอุตสาหกรรมเสื้อผ้าของอินโดนีเซียเน้นแรงงานเป็นหลัก วัตถุดิบส่วนใหญ่
นำเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่น จีน และเกาหลีใต้ด้วยจำนวนประชากรที่มาก รัฐบาลจึงมีนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ให้เกิดการจ้างงาน ฉะนั้นในโรงงานเสื้อผ้าเกือบทั้งหมด เป็นยังไม่มีการใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือที่ทันสมัย หากเทียบกับโรงงานผลิตเสื้อผ้าของไทย ที่มีกระบวนการผลิตด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย ตรงนี้น่าจะเป็นโอกาสในการทำธุรกิจของคนไทย

พัฒนาเทคโนโลยีในการผลิต (เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมเสื้อผ้าของไทย) ได้สอบถามนักธุรกิจเสื้อผ้าของบันดุงว่า หากนักธุรกิจไทยต้องการร่วมทุนด้วยโดยการนำเทคโนโลยีในกระบวนการผลิตเข้ามาเติมเต็มธุรกิจของไทยเพื่อการตอบรับการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนนั้น นักธุรกิจของบันดุง “ไม่สนใจสักเท่าไร” และที่สำคัญคือรัฐบาลอินโดนีเซียต้องการวางตำแหน่งอุตสาหกรรมเสื้อผ้าที่เป็นอุตสาหกรรมที่ “เน้นแรงงานเป็นหลัก (LABOR INTENSIVE)” เพราะด้วยประชาชนของอินโดนีเซียที่มีอยู่มาก การนำเทคโนโลยีและเครื่องจักรเข้ามาสู่กระบวนการผลิต ก็เท่ากับว่าต้องลดจำนวนแรงงานที่อยู่ในภาคอุตสาหกรรมลง ปัญหาที่ตามมาก็คือ “คนอินโดนีเซียว่างงาน” รัฐบาลอินโดนีเซียก็คงอยู่บริหารประเทศลำบากเพิ่มขึ้น แต่การเติมเต็มด้านการออกแบบที่ตอบสนองตลาดโลกนั้น นักธุรกิจบันดุงยังสนใจ

ปัจจัยพิจารณาในการเลือกทำเลสำหรับจัดจำหน่ายเสื้อผ้า

Posted by admin - September 30th, 2015

ปัจจัยพิจารณาในเชิงคุณภาพในการเลือกทำเลที่ตั้งคลังสินค้าหมายถึงปัจจัยที่ไม่อาจวัดออกมาในรูปของประมาณเป็นตัวเลขได้อย่างชัดเจน เป็นปัจจัยที่ไม่มีตัวตน แต่ก็มีอิทธิพลอย่างสำคัญ โดยเฉพาะสำหรับภาครายได้ของกิจการ ปัจจัยพิจารณาในเชิงคุณภาพมีความสำคัญต่อการเปรียบเทียบทำเลที่ตั้งหลาย ๆ แห่ง อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาปัจจัยเหล่านี้แล้วก็อาจช่วยในการตัดสินใจเลือกทำเลที่ตั้งที่เหมาะสมในขั้นต้น แม้จะเป็นสิ่งที่วัดได้ยากและการเปรียบเทียบกระทำได้ไม่ค่อยชัดเจนนักก็ตาม

– แหล่งสินค้า
การประกอบกิจการคลังสินค้าเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสินค้าเจ้าของสินค้าคือลูกค้าของคลังสินค้าโดยสภาพของวงจรของสินค้าแล้ว สินค้ามาจากผู้ผลิตผ่านคลังสินค้าไปยังตลาดจำหน่าย เจ้าของสินค้าคือผู้ถือกรรมสิทธิ์ในสินค้านั้นจึงได้แก่ผู้ผลิต และผู้จำหน่ายในขั้นตอนต่าง ๆ เจ้าของสินค้าเป็นผู้จ่ายบำเหน็จค่าบริการให้แก่คลังสินค้า แหล่งสินค้าจึงอาจเป็นได้ทั้งโรงงานผลิตสินค้า ท่าเรือนำสินค้าเข้าตลาดจำหน่ายสินค้าและท่าเรือส่งออก การเดินทางของสินค้าจากโรงงานผลิตสินค้า หรือจากท่าเรือน้ำเข้ามายังคลังสินค้า และจากคลังสินค้าไปยังตลาดจำหน่าย หรือเพื่อส่งออก ต้องเสียค่าขนส่งซึ่งเจ้าของสินค้าเป็นผู้จ่ายค่าใช้จ่ายในการขนส่งที่ประหยัดที่สุดเป็นสิ่งพึงประสงค์ของเจ้าของสินค้า ดังนั้นทำเลที่ตั้งคลังสินค้าที่พึงประสงค์ คือตำแหน่งที่อยู่ใกล้กับแหล่งสินค้ามากที่สุด ซึ่งจะทำให้เจ้าของสินค้าเสียค่าใช้จ่ายในการขนส่งน้อยที่สุด และยังเป็นการสะดวกแก่คลังสินค้าในการติดต่อธุรกิจอีกด้วย แหล่งสินค้าย่อยมีหลายแห่ง แต่ละแห่งมีปริมาณสินค้าที่ใช้บริการของคลังสินค้าในปริมาณมากน้อยต่างกัน ทำเลที่ตั้งคลังสินค้าที่เหมาะสมคืออยู่ในย่านกลางเฉลี่ยของแหล่งสินค้าทั้งปวงที่เป็นลูกค้า และเพ่งเล็งแหล่งที่มีปริมาณสินค้ามาก ๆเป็นสำคัญ โดยมีเป้าหมายว่าให้มีลูกค้ามาใช้บริการของคลังสินค้ามากที่สุด ซึ่งจะเป็นผลโดยตรงต่อรายได้ของกิจการคลังสินค้า

– เส้นทางคมนาคม
ทำเลที่ตั้งคลังสินค้าต้องมีเส้นทางคมนาคมเข้าถึงได้ โดยสะดวกเส้นทางคมนาคมเหล่านั้นต้องมีสภาพดี ใช้ได้ทุกฤดูกาล ทุกสภาพอากาศ เพราะการเดินทางของสินค้าจากแหล่งสินค้ามาสู่คลังสินค้า และจากคลังสินค้าไปสู่ตลาด ต้องกระทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือความรวดเร็ว ในปริมาณมากด้วยเพื่อค่าขนส่งที่ประหยัด การขนส่งสินค้าอาจกระทำได้โดยทางถนน ทางรถไฟ ทางน้ำ ทางอากาศหรือแม้แต่ทางท่อ การขนส่งทางน้ำเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุดและได้ปริมาณมากที่สุด รองลงไปคือการขนส่งทางรถไฟ แต่การขนส่งทางถนนโดยรถยนต์บรรทุกเป็นการกระจายสินค้าได้ดีที่สุด เพราะมีเครือข่ายเชื่อมโยงถึงกันไปทั่วประเทศ นับได้ว่าเป็นเส้นทางหลักสำหรับการขนส่งสินค้าภายในประเทศ ส่วนการขนส่งสินค้าทางอากาศนั้นแพงที่สุดและขนได้ในปริมาณที่จำกัด มีข้อดีคือความรวดเร็ว การขนส่งทางอากาศสำหรับสินค้าทั่วไปยังไม่เป็นที่นิยม ดังนั้นสำหรับการขนส่งส่งทางอากาศและทางท่อไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงหรือให้ความสำคัญในการเลือกทำเลที่ตั้งคลังสินค้า มากนัก ทำเลที่ตั้งคลังสินค้าที่พึงประสงค์ควรมีเส้นทางขนส่งสามารถเข้าถึงได้หลายประเภทมากที่สุด อย่างน้อยควรจะมีทางถนนเป็นหลักเสริมด้วยทางน้ำและทางรถไฟอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่าง

– แหล่งแรงงาน
การจัดหาแรงงานที่มีคุณภาพ และมีจำนวนเพียงพอเป็นปัญหาสำคัญของการประกอบธุรกิจ ทำเลที่ตั้งคลังสินค้าควรอยู่ใกล้แหล่งแรงงานที่สามารถหาแรงงานที่ต้องการได้ง่าย ทั้งในขั้นที่จัดตั้งใหม่ และในขั้นขยายกิจการในอนาคตด้วย

– ทัศนคติของชุมชน
ทำเลที่ตั้งของธุรกิจควรอยู่ในสภาพแวดล้อมของชุมชนที่มีทัศนคติที่ดีต่อธุรกิจประเภทนั้น เพื่อที่จะได้รับการยอมรับและการสนับสนุนจากชุมชนที่อยู่รอบข้างทำเลที่ตั้งนั้น ถ้าชุมชนเห็นว่ากิจการคลังสินค้าเป็นธุรกิจที่มีความชอบธรรม ไม่เอารัดเอาเปรียบ ชุมชนก็จะให้ความนิยมชมชอบ ให้ความสนใจในการดำเนินงาน มีการมาสมัครเข้าทำงานมีการตั้งร้านค้าขายของใช้ที่จำเป็นให้แก่พนักงานของคลังสินค้ามีการร่วมมือในกิจกรรมสาธารณะประโยชน์ กิจการคลังสินค้าก็สามารถจะดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคง หากทำเลที่ตั้งคลังสินค้าตั้งอยู่ท่ามกลางชุมชนที่มีทัศนคติที่ไม่ดีต่อธุรกิจ โดยเห็นไปว่าคลังสินค้าเป็นธุรกิจที่เอาเปรียบไม่ชอบธรรม ไม่เกื้อกูลต่อประโยชน์ของชุมชน ก็จะเกิดความขัดแย้งระหว่างคลังสินค้ากับชุมชน และอาจได้รับการกลั่นแกล้งนานาประการอันเป็นความเสียหายแก่การดำเนินธุรกิจกรณีเช่นนี้คลังสินค้าก็อยู่ไม่ได้ ดังนั้นในการเลือกทำเลที่ตั้งคลังสินค้า จึงควรคำนึงถึงทัศนคติของชุมชนที่อยู่รอบข้างทำเลนั้นด้วย

– บริการสาธารณะ
ทำเลที่ตั้งคลังสินค้าควรอยู่ใกล้สิ่งอำนวยความสะดวกในการบริการสาธารณะของรัฐที่จัดให้แก่สังคม เช่นสถานีตำรวจ สถานีดับเพลิง สถาบันการศึกษาสถานพยาบาล เพื่อจะได้รับความสะดวกในการใช้บริการเหล่านั้น โดยคลังสินค้าไม่ต้องจัดขึ้นมาเอง ทำให้ประหยัดต้นทุนลงได้

– สิ่งแวดล้อม
สิ่งแวดล้อมของธุรกิจที่มีความสำคัญมากก็คือ อากาศและน้ำที่สำคัญรองลงไปก็คือ อุณหภูมิ แสง เสียง ทำเลที่ตั้งคลังสินค้าที่เหมาะสมควรอยู่ในทำเลที่ตั้ง อากาศดี มีระบายน้ำสะดวก มีอุณหภูมิ แสง เสียง พอเหมาะ หากคลังสินค้าตั้งอยู่ในทำเลที่มีควันพิษ มีน้ำเน่าส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้ง อุณหภูมิสูง อับแสง อับอากาศ เต็มไปด้วยเสียงอึกทึกครึกโครมก็จะมีผลต่อสภาพจิตของคนงาน และส่งผลต่อไปถึงสภาพการทำงาน เมื่อจิตใจไม่แจ่มใสก็อาจไม่เต็มใจทำงาน เมื่อสภาพของการทำงานไม่ดีผลงานก็ตกต่ำซึ่งเป็นผลเสียหายต่อกิจการทางธุรกิจเป็นอย่างยิ่ง ฉะนั้นสิ่งแวดล้อมที่ดีจึงเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงในการพิจารณาเลือกทำเลที่ตั้งคลังสินค้า

Tags:

อุตสาหกรรมสิ่งทอเสื้อผ้ามีบทบาทสำคัญในการส่งออก

Posted by admin - August 16th, 2015

ตลาดสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มที่สำคัญแห่งอื่นๆ ที่มีความสำคัญมากขึ้นเป็นลำดับ อาทิ ตลาดสวนจตุจักร และตลาดปริมณฑล รวมทั้งตลาดค้าส่งในภูมิภาคที่เริ่มมีการจัดตั้งเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ตลาดสวนตุจักรนับได้ว่าเป็นตลาดอีกแห่งหนึ่งที่เริ่มมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของชาวต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าแฟชั่นที่ชาวต่างประเทศบางส่วนเริ่มเข้าเลือกซื้อจากตลาดแห่งนี้มากขึ้น

– การออกแบบและแฟชั่น
แฟชั่นของสินค้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่จำหน่ายในตลาดค้าส่งทั้ง 4 แห่ง ส่วนมีที่มาจาก 2 ทางหลักคือ ทางแรก การออกแบบในประเทศ จากนักออกแบบ (designer) และร้านค้าปลีกที่เป็นผู้ออกแบบด้วยตนเอง และทางที่สอง การสั่งซื้อสินค้าหรือแคตตาล็อก (catalog) สินค้าจากต่างประเทศ ปัจจุบันผู้ประกอบการของไทยจะได้รับแคตตาล็อกสินค้าในระยะเวลาที่ใกล้เคียงกับการวางจำหน่ายในต่างประเทศ นอกจากนี้ จะเป็นสินค้าที่มีการใช้งานโดยเฉพาะ ได้แก่ แบบฟอร์มพนักงาน และสินค้าตามฤดูกาล อาทิ เครื่องนักเรียนและนิสิตนักศึกษา เป็นต้น ซึ่งเป็นส่วนที่เริ่มมีบทบาทมากขึ้น ตามแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอายุของประชากรไทย
ทั้งนี้ เมื่อมีแนวโน้มว่าแฟชั่นเสื้อผ้าสำเร็จแบบใดได้รับความนิยม ร้านค้าปลีกต่างๆ ทุกตลาดทั้งในกรุงเทพและปริมณฑล จะเปลี่ยนมาสั่งซื้อสินค้าประเภทนั้นทันที และผู้ผลิต (ผู้ประกอบตัดเย็บทั้งย่านประตูน้ำและปริมณฑล) ส่วนใหญ่จะสามารถทำการส่งมอบสินค้าแบบนั้นได้ภายใน 3 วัน

– ช่องทางการกระจายสินค้า
การกระจายสินค้าสิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูป (ผู้จัดจำหน่ายไปยังร้านค้าปลีก) ของตลาดค้าส่งทั้ง 4 แห่ง จะมีรูปแบบหลัก 2 รูปแบบคือ รูปแบบแรก ผู้ซื้อจะเข้ามาติดต่อซื้อสินค้าด้วยตนเอง หรือการขายของหน้าร้าน ซึ่งจะมีทั้งในกรณีที่ผู้ซื้อนำสินค้ากลับไปด้วย และลูกค้าบางรายที่ต้องการให้ผู้จัดจำหน่าย เป็นผู้จัดส่งสินค้าให้ในภายหลัง และรูปแบบที่สอง ตัวแทนหรือเซลส์แมน (salesman) จะทำหน้าที่เป็นผู้ติดต่อและรับคำสั่งซื้อจากลูกค้า รวมทั้งการหาลูกค้ารายใหม่
ในกรณีของเสื้อผ้าสำเร็จรูป การกระจายสินค้าของผู้จัดจำหน่ายและผู้ผลิตในตลาดทั้ง 4 แห่ง จะมีทั้ง 2 รูปแบบ รวมทั้งการรับคำสั่งซื้อทางโทรศัพท์และโทรสารจากลูกค้าที่อยู่ในภูมิภาค ในกรณีที่ติดต่อซื้อขายสินค้ากันมาเป็นระยะเวลานานและลูกค้ารายนั้นได้รับความเชื่อถือ (credit) จากผู้จัดจำหน่าย
ในกรณีของสิ่งทอ (ส่วนใหญ่จะเป็นผ้าผืนหรือผ้าปลีก) การกระจายสินค้าจะเริ่มต้นจากผู้ผลิตส่งสินค้าไปยังผู้จัดจำหน่าย แล้วจึงมีการกระจายสินค้าไปยังร้านค้าปลีกหรือผู้บริโภคอีกทอดหนึ่ง แม้ว่าจะมีรูปแบบคล้ายกับกรณีของเสื้อผ้าสำเร็จรูป แต่ก็มีลักษณะบางอย่างที่แตกต่างออกไป โดยเฉพาะการจำหน่ายสินค้าใหม่ ที่ผู้ผลิตจะมีตัวแทนหรือเซลส์แมน ที่นอกจากจะทำหน้าที่หาลูกค้ารายใหม่และติดต่อลูกค้าในภูมิภาคแล้ว (เช่นเดียวกับกรณีของเสื้อสำเร็จรูปแล้ว) ในกรณีนี้ ยังต้องทำหน้าที่เป็นผู้แนะนำสินค้าใหม่ให้กับผู้จัดจำหน่ายด้วย ตัวแทนหรือเซลส์แมนของผู้ผลิต จึงต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ในด้านสิ่งทอพอสมควร และหากผู้จัดจำหน่ายเห็นว่าสินค้านั้นมีโอกาสที่จะขายได้ ก็จะสั่งซื้อสินค้าจากผู้ผลิต และก็จะมีการดำเนินการในลักษณะเดียวกันกับผู้ผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปต่อไป

ดังนั้น เมื่อพิจารณากายภาพของตลาดทั้งสี่แห่ง อาจจะมีพื้นที่ของทำเลที่ตั้งไม่มากนัก แต่หากพิจารณาศักยภาพของตลาดทั้งสี่แห่งแล้ว อาจกล่าวได้ว่ามีพื้นที่การกระจายสินค้าครอบคลุมทั่วประเทศทีเดียว

แม้ว่าการลงทุนของนักลงทุนไทยจะมีบทบาทสำคัญต่อการขยายตัวของอุตสาหกรรมสิ่งทอในประเทศก็ตาม แต่การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มในรูปของการร่วมลงทุนก็นับได้ว่ามีความสำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของไทยเช่นกัน โดยเฉพาะการร่วมลงทุนกับนักลงทุนญี่ปุ่นในระยะเริ่มต้นของการพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ เพราะนอกจากไทยจะได้ประโยชน์ในด้านเงินลงทุนจากต่างประเทศแล้ว ยังก่อให้เกิดการจ้างงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตและการจัดการ แม้ว่าที่ผ่านมาการลงทุนในส่วนนี้ โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ที่มีการผลิตครบวงจร ตั้งแต่การผลิตเส้นใยประดิษฐ์ การปั่นด้าย ไปจนถึงการทอผ้าและถักผ้า นักลงทุนญี่ปุ่นจะมีบทบาทในการควบคุมการบริหารค่อนข้างมากก็ตาม เนื่องจากนักลงทุนญี่ปุ่นมักจะเป็นหุ้นส่วนใหญ่ อีกทั้งกระบวนการผลิตยังต้องพึ่งพาเทคโนโลยี เครื่องจักรและอุปกรณ์จากญี่ปุ่นค่อนข้างมาก รวมทั้งในด้านการตลาดเช่นกัน

Tags: ,

การแข่งขันกันกระตุ้นยอดขายด้วยกลยุทธ์จัดโปรโมชั่น

Posted by admin - July 28th, 2015

02

ธุรกิจแฟชั่นนับเป็นธุรกิจที่ต้องเล่นกับความพึงพอใจของผู้บริโภค การจะออกแบบสินค้าให้ตรงใจอาจจะไม่ใช่เรื่องยากเกินความพยายาม แต่จะทำอย่างไรให้สินค้ามีจุดเด่นและมียอดขายมากกว่าคู่แข่งระดับเดียวกันได้นั้น กลับเป็นเรื่องยากของจริงที่ธุรกิจแฟชั่นต่างชาติที่จะบุกตลาดเซี่ยงไฮ้ล้วนต้องคิดหนักกับหัวข้อการบ้านดังกล่าว ด้วยเงื่อนไขการแข่งขันอย่างดุเดือดของจีนในปัจจุบัน โดยเฉพาะเซี่ยงไฮ้ แม้ว่าจะเป็นสินค้าชั้นนำระดับอินเตอร์ แต่หากไม่ใช้กลยุทธ์ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” แข่งกันจัดโปรโมชั่นกระหน่ำเซลล์เพื่อกระตุ้นยอดขายบ้างนั้นก็อาจจะอยู่ในตลาดไม่ได้ และอาจร้ายแรงถึงขั้นต้องลาออกจากวงการปิดประตูกลับบ้านเพราะขาดทุนไปในที่สุด ทว่า กลยุทธ์ “ลด แลก แจก แถม” ของแฟชั่นแบรนด์อินเตอร์เพื่อแข่งขันกันครองส่วนแบ่งตลาดคงไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป เพราะตัวเลขผลกำไรของธุรกิจตลอดทั้งปีอาจไม่ได้สวยหรูอย่างที่คิด

กรณีตัวอย่างแบรนด์ Esprit หรือ Mango ที่ช่วงแรกเข้ามาทำตลาดในจีน และได้รับผลกำไรท่วมท้นจนสามารถขยายสาขามากมาย แต่ ภาวะการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้ทั้งสองแบรนด์พยายามคิดกลยุทธ์เพื่อกระตุ้นยอดขายโดยการลดราคาสินค้า ซึ่งผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง โดย Esprit มียอดขายลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ปี ค.ศ. 2009 จนถึงปี ค.ศ. 2011 และผลกำไรรวมลดลงจากเดิมกว่าร้อยละ 98 จนกระทั่ง Esprit มีนโยบายปิดกิจการหลายสาขาในจีน ขณะเดียวกัน แบรนด์ Mango ซึ่งแม้จะมีร้านในจีนรวม 115 สาขา แต่ยอดขายของปี ค.ศ. 2013 ยังลดลงจากปี ค.ศ. 2012 ถึงร้อยละ 42.5

นอกจากการแข่งขันกันกระตุ้นยอดขายด้วยกลยุทธ์จัดโปรโมชั่นแล้ว ยังใช้กลยุทธ์สร้างแบรนด์เพื่อเพิ่มมูลค่าของสินค้าและเพิ่มส่วนแบ่งตลาดด้วยเช่นกัน อาทิ แบรนด์ H&M, Zara, Gap ที่พยายามจะเพิ่มยอดขายด้วยการสร้างความแตกต่างออกจากแบรนด์คู่แข่งอื่นๆ ในระดับใกล้เคียงกัน และหวังเจาะกลุ่มลูกค้าในระดับที่สูงขึ้น โดยพยายามนำเสนอภาพลักษณ์ต่อตลาดว่าตนเองเป็นแบรนด์ระดับสูง แต่ในความเป็นจริงภาพลักษณ์ยังไม่หรูหราเทียบเท่ากับแบรนด์ Hermes หรือ Chanel เป็นต้นเรียกได้ว่า กว่าธุรกิจจะอยู่ยืนหยัดบนเวทีแฟชั่นแห่งนี้คงไม่ใช่เรื่องง่าย แม้กระทั่งเป็นแบรนด์อินเตอร์ก็ยังต้องฝ่าฟันปาดเหงื่อแข่งขันกันเอง เพื่อพยุงให้ธุรกิจสามารถเดินหน้าคว้าชัยชนะได้ในที่สุด

« Previous Entries